เมื่อ UK BIM Mandate 2026 ที่กำลังจะประกาศมีความเชื่อมโยงกับหลักการ ISO 19650 มากขึ้น

… ความคาดหวังในเรื่องของ คุณภาพของข้อมูล, โครงสร้างข้อมูล และ ความรับผิดชอบ จึงมากขึ้นด้วย 🤔

ข้อกำหนดไม่ใช่เพียงการใช้กระบวนการ BIM แต่มุ่งเน้นไปที่ความสามารถของดิจิทัล ความน่าเชื่อถือของข้อมูล และ คุณค่าตลอดวงจรชีวิตของสิ่งปลูกสร้าง 🤩

BIM Competencies (สมรรถนะด้านกระบวนการ BIM) จึงมีความหลากหลายและเชื่อมโยงมากขึ้นมากๆ ทำให้ความรู้สึกของคนที่จะเริ่มต้นเรื่องนี้เหมือนต้องวิ่งขึ้นภูเขาเพราะการทำงานไม่ใช่เพียงการปั้นโมเดล ติด tag ที่ดึงข้อมูลได้ ใส่ข้อมูล ดึงข้อมูลเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 😅

วันนี้ เรามา update กันด้วยเรื่องง่ายๆก่อน กับบทความสั้นๆจาก #augi เรื่อง Trend ในปีนี้ใน link ได้เลย ⤵️

ทำไม BIM จึงจำเป็นต่อ Digital Twin ตอนที่ 2

ที่เขียนไปในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้สรุปจากบนความทางวิชาการและ White Paper (อ้างอิง (1) และ (2) ) ซึ่งหากผู้อ่านสนใจรายละเอียด สามารถเข้าไปอ่านได้ตามลิ้งค์ด้านล่าง โดยต่อจากนี้ผู้เขียนจะให้ความเห็นจากประสบการณ์โดยตรงดังนี้

BIM Model มีทั้ง Graphical Data และ Non–graphical Data เหมาะในการทำเป็น Data Hub

ในโลกของการบริหารจัดการทรัพย์สิน ข้อมูลทั้ง Graphical Data และ Non–graphical Data เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ บ่อยครั้งที่การบริหารงานผิดพลาดอันเนื่องมาจากข้อมูลทั้งสองส่วนถูกตัดขาดจากกัน ไม่สามารถยืนยันหรือค้นหาข้อมูลได้ ปัญหาดังกล่าวน่าจะลดลงหากมีการนำ BIM Model เข้ามาใช้บริหารทรัพย์สินโดยใช้เป็น Data Hub เช่นข้อมูลของเครื่องจักรสำคัญอย่าง Chiller ที่มีลักษณะเป็น BIM Model และสามารถฝังข้อมูลต่างๆ เข้าไปใน BIM Model ของ Chiller ตัวนั้นๆ ทั้งคู่มือ, ใบสั่งซื้อ, ประวัติการซ่อมบำรุง, ภาพถ่าย, ข้อมูลต่างๆในระบบบัญชี, ERP หรือ จัดซื้อ ได้โดยตรง ลดการผิดพลาดและความสับสนของข้อมูล ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งเห็นได้ชัดเจนหากทรัพย์สินดังกล่าวมีการใช้งานนานเกิน 10 ปีขึ้นไป บ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้เจอข้อจำกัดของการทำงานแบบเดิม เช่น มีแฟ้มเอกสารจำนวนมากจนไม่รู้ว่าเก็บเอกสารที่ต้องการไว้ที่ไหน หรือบางองค์กรกำหนดว่าต้องทำลายเอกสารตามหลัก 5 ส. ทุกๆ 5 ปี ทำให้ผู้ปฏิบัติงาน ไม่สามารถหาเอกสารที่จำเป็นมาใช้งานได้

สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ทั้ง 2 ทาง

เป็นอีกหนึ่งความสามารถสำคัญของ BIM Software ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ทั้ง 2 ทาง ซึ่งจำเป็นกับการบริหารทรัพย์สินที่มีอายุยาวหลายทศวรรษ เพราะทรัพย์สินมีโอกาศที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ต่างๆ เช่น

  • มีการเปลี่ยน Chiller ตัวใหม่ แทนที่ของเดิม กรณีนี้อาจไม่ต้องแก้ไข Graphical Data แต่เปลี่ยนค่า Attribute เช่น Serial Number, วันที่ติดตั้งอุปกรณ์ เป็นต้น
  • มีการเพิ่มจำนวน Chiller กรณีนี้ต้องแก้ไข Graphical Data ด้วยให้มีจำนวนตามจริง
  • Renovation อาจมีการย้าย Chiller ไปอยู่ที่อื่น กรณีนี้ต้องขยับโมเดลไปตามจริง ส่วนค่า Attribute อาจมีแก้ไขเพียง Functional Location เท่านั้น

รองรับเทคโนโลยีใหม่

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เชื่อมต่อกับ BIM ได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น การทำแบบจำลองด้านความปลอดภัย (อัคคีภัยและการอพยพ), การวิเคราะห์ของไหล (CFD: Computational Fluid Dynamic), การวิเคราะห์ความแข็งแรงโครงสร้าง,​ การสำรวจด้วย Lidar, การสำรวจด้วย Concrete Scanner, การทำ AR (Augmented Reality) และ VR (Virtual Reality), การวิเคราะห์พลังงาน, การวิเคราะห์ Embodied Carbon เป็นต้น โดยเทคโนโลยีเหล่านี้ส่วนใหญ่รองรับฟอร์แมตมาตรฐานของ BIM คือ ifc ได้อยู่แล้ว

สนับสนุนการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันหลายๆ อาคาร มีเครื่องจักรที่เป็น ioT อยู่แล้วและมาพร้อมกับระบบ Scada ทำให้ผู้จัดการอาคารมีความเข้าใจในอาคารมากขึ้นแม้ไม่มี BIM Model ก็ตาม อย่างไรก็ตามในบางองค์กรที่มีทรัพย์สินกระจายอยู่ทั่วประเทศ ผู้บริหารระดับสูงอาจไม่เคยไปเยือนสถานที่ในต่างจังหวัดครบทุกแห่ง บางครั้งจึงยากที่จะนึกภาพของทรัพย์สินดังกล่าวออก การที่มี BIM Model + Scada อยู่ใน Platform เดียวกัน จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจทรัพย์สินขององค์กรได้ดีขึ้น และสนับสนุนการตัดสินใจได้สะดวกขึ้น

จะเห็นได้ว่าความสามารถที่กล่าวมานั้น หากไม่มี BIM Model ก็ยากที่จะทำได้ ดังนั้นในการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ควรกำหนดให้มีการส่งมอบ As–built BIM Model จากผู้รับจ้าง เพื่อนำมาใช้เป็นฐานของ Digital Twin สำหรับการบริหารจัดการทรัพย์สินต่อไปในอนาคต

อ้างอิง

(1Digital Twin in manufacturing: A categorical literature review and classification,Werner Kritzinger et al., IFAC-PapersOnLine

Volume 51, Issue 11, 2018, Pages 1016-1022

(2) AVEVA White Paper

BIM – Back to Basics ตอนที่ 2

ใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM

คำถามนี้คงเป็นคำถามแรกๆเมื่อเรา (หรือหัวหน้าเรา) จะตัดสินใจใช้ BIM ก่อนที่จะลงไปคุยกันว่าใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM บ้าง เรามาดูก่อนว่า BIM ในคำนิยามของแต่ละภาคส่วนมอง BIM ว่าย่อมาจากอะไร เราคงทราบกันมาว่านิยามโดยทั่วไปของ BIM คือ Building Information Modeling แต่เมื่อมีการนำมาใช้งานกันมากขึ้น เริ่มมีการมอง BIM ในมิติที่แตกต่างออกไป เช่น Building Information Measurement บ้าง Building Information Management บ้าง หรือบ้างแตกออกไปเป็น CIM Construction Information Modeling บ้าง Civil Information Modeling บ้าง City Information Modeling ก็เคยได้ยิน ได้เห็นมาบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่นำกระบวนการนี้ไปใช้ นำไปขยายการใช้งานส่วนใด

กลับมาที่หัวข้อที่เราเกริ่นไว้ โดยอาจจะขออนุญาตยกตัวอย่างการใช้งานเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ทั้งกระบวนการ อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละส่วนมากนัก เพราะในแต่ละส่วนมีรายละเอียดและการใช้งานที่หลากหลาย เขียนอธิบายกันได้ Discipline ละตอนกันเลยทีเดียว

เจ้าของโครงการ

เจ้าของโครงการสามารถใช้ BIM ได้ตั้งแต่การหาที่ดิน เราสามารถใส่ข้อมูลการใช้งานของแต่ละพื้นที่เพื่อดูเรื่องค่าก่อสร้าง และ คืนทุนการลงทุนได้ลงในโมเดล 3 มิติ โดยผูกกับฐานข้อมูลการลงทุนที่มีอยู่ เมื่อโมเดล 3 มิติเปลี่ยน ข้อมูลการลงทุนก็เปลี่ยนทันที ช่วยในการหาจุดคุ้มทุน หรือรูปแบบที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น โดย โมเดล 3 มิติอาจจะแสดงแนวระยะถอยร่น (Set back) หรือระยะต่างๆตามกฎหมายกำหนดได้ด้วย แล้วแต่ความสามารถของผู้ใช้ และโปรแกรมที่เลือกใช้ ทั้งนี้บางกรณี ผู้ลงทุนอาจจะใช้โมเดล 3 มิตินั้น เพื่อดูทิศทางแดด หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น ได้ เช่นเดียวกัน

ช่างสำรวจ (Surveyor)

เนื่องด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงการรังวัด สำรวจ การให้ระดับก็ได้มีการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ มีตั้งแต่การเก็บข้อมูล ระยะ ที่มีค่าความคลาดเคลื่อน มากน้อยต่างกันในแต่ละเทคโนโลยีและการนำไปใช้งาน ตัวอย่างเช่น การถ่ายรูป 360 มาใช้วัดระยะ ใส่โน้ตได้ รวมถึงการสร้างรูป 3 มิติขึ้นมาจากรูปถ่าย หรือการใช้กล้อง 3D scanner เพื่อเก็บ Point cloud ที่ได้ทั้งข้อมูลที่ใช้เรื่องระยะ รูปถ่าย และการรับรู้ในเชิง 3 มิติที่เกิดขึ้นจากจุด รวมถึงการใช้โดรน บวกเข้ากับเทคโนโลยี การถ่ายรูป หรือ 3D scanner ก็มีการนำมาใช้เช่นกัน ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลที่เป็นดิจิทัลมา ไม่ว่าจะเป็น วิธีใดก็แล้วแต่ เราสามารถ แชร์ข้อมูลเหล่านี้ให้ผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก ทำให้ข้อจำกัดเรื่องต้องมาพื้นที่จริงน้อยลง

ผู้ออกแบบ

ผู้ออกแบบไม่ว่าจะเป็นงานสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรม หรือสายงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้กระบวนการทำงานของ BIM ที่นำBIM Model มาทำเป็นแบบ 2 มิติ ทำแบบ 3 มิติ Perspective การทำ Presentation รวมถึงการนำมา Simulate ตามแต่ละจุดประสงค์ เช่น การวิเคราะห์เงาที่ตกกระทบต่อรอบข้าง การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์แรงลม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้ Programming เพื่อช่วยในการออกแบบ เช่น Grasshopper for RhinoDynamo for Revit ที่ช่วยให้การออกแบบมีรูปทรงที่อิสระมากขึ้น หรือใช้โปรแกรมมิ่งเพื่อช่วยทำงานซ้ำๆแทนผู้ออกแบบได้ ทำให้เพิ่มขีดความสามารถ ของผู้ออกแบบได้มาก ลองผิดลองถูกในขั้นตอนการออกแบบได้มากขึ้น

ผู้คิดราคา

เมื่อทางผู้ออกแบบมีอิสระทางความคิดในด้านรูปทรงของอาคาร โครงการมีความซับซ้อนมากขึ้น ทางผู้ถอดปริมาณเพื่อประเมินราคา คงต้องมีวิธีการในการรับมือ เมื่อได้รับโมเดลมาให้สามารถถอดปริมาณได้ ซึ่งทำได้หลายวิธี มีทั้งการถอดโดยตรงจาก Native file หรือ Third party program ทั้งนี้ การคิดราคาจากกระบวนการ BIM เราสามารถแบ่งได้ 3 ส่วนใหญ่ๆคือ

  1. ปริมาณที่ออกมาจากโมเดลโดยตรง เช่น ปริมาณวัสดุปูพื้น จำนวนประตู หรือของที่นับชิ้นได้
  2. ปริมาณที่ไม่ออกมาจากโมเดลโดยตรง เช่น ไม้แบบ งานขุดดิน
  3. งานประกอบอื่นๆ เช่น งานชั่วคราว ค่า Overhead

ข้อที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากคือ ต้องตรวจสอบว่าโมเดลที่ได้รับมามีความถูกต้อง และเหมาะสมที่จะถอดปริมาณไหม รวมถึงปริมาณที่ไม่สามารถถอดได้โดยตรงจากโมเดล จะทำเช่นไร มีวิธีคิดอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไม่น้อยกว่ากัน

ผู้เขียนแบบก่อสร้าง

แต่เดิมการทำงานด้านนี้ต้องนำแบบ 2 มิติสถาปัตย์ แบบโครงสร้าง งานระบบ งานตกแต่งภายใน และงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาซ้อนกัน เพื่อหาปัญหาและเขียนแยกออกมาเพื่อให้สะดวกกับการก่อสร้างหรือติดตั้งในแต่ละความรับผิดชอบของผูรับเหมา ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ในการทำงานที่มาก เพื่อมองให้เห็นขั้นตอนและปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น แต่เมื่อมีการใช้งานระบบ BIM ที่เป็นโมเดล 3 มิติ ทำให้เห็นปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนผู้ที่มีประสพการณ์ในตลาดแรงงาน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการแสดงแบบในรูป 3 มิติร่วมกับแบบ 2 มิติ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น สื่อสารกับผู้นำแบบไปใช้ได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ยังช่วยลดการผิดพลาดจากการเขียนแบบผิด หรือแบบแปลนกับรูปตัด (หรือแบบอื่นๆ) ไม่ตรงกัน เพราะแบบ และข้อมูลในแบบออกมาจากโมเดลเดียวกัน (ถ้าทำงานถูกวิธี) และเมื่อเกิดการแก้ไขก็จะช่วยให้ทำงานเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้รับเหมา

เวลา คุณภาพ และงบประมาณ เป็นสิ่งแรกๆที่ผู้รับเหมาคำนึงถึง ผู้รับเหมาสามารถนำโมเดล 3 มิติที่ผู้ออกแบบส่งมาให้ (หรือขึ้นใหม่ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้งาน) ใส่ข้อมูลด้านเวลา ทำอะไร ทำเมื่อไหร่ โดยใคร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น มีทั้งการใส่เวลาโดยละเอียดในของแต่ละชิ้นเพื่อให้เห็นลำดับการติดตั้ง กระบวนการจัดการด้านความปลอดภัย และงานชั่วคราว ของงานติดตั้งนั้นๆ หรือจะเป็นภาพใหญ่ที่แสดงเวลาของทั้งโครงการ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าตัวเองต้องจัดการอะไรเมื่อไหร่ รวมถึงเมื่อเป็นโมเดล 3 มิติ สามารถนำมาใช้ในด้านการวางแผนการขนส่ง (Logistics) ได้ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้บางโครงการมีการนำการเทียบ BIM โมเดล กับหน้างานปัจจุบัน ว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็จะช่วยให้ทุกภาคส่วนเห็นภาพเดียวกัน ส่งผลให้งานที่สำเร็จมีคุณภาพมากขึ้น เช่น เราสามารถแสดงงานระบบจาก BIM โมเดลซ้อนทับกับหน้างานจริง เป็นต้น (สามารถหาตัวอย่างเพิ่มเติมได้ใน Google พิมพ์ Hololens Construction)

ผู้ติดตั้ง

ผู้ติดตั้งสามารถ รู้ปริมาณ รู้เวลาที่จะเข้าติดตั้งงาน รู้พื้นที่ที่จะใช้ขนย้ายอุปกรณ์ พื้นที่ในการจัดเตรียมงาน พื้นที่ที่จะติดตั้งจาก BIM Model ทั้งนี้เมื่อรู้ข้อมูลดังข้างต้น ผู้ติดตั้งอาจจะเตรียมเป็นโมดูลมาจากโรงงาน และยกมาติดตั้งที่หน้างาน ทำให้ควบคุมคุณภาพของงานได้ดียิ่งขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น

ผู้ผลิต

ผู้ผลิต ก็เป็นหนึ่งใน Supply chain ที่สำคัญในการผลิตเพื่อตอบสนองผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง แต่เดิม ผู้เขียนแบบจะใช้ไม้บรรทัด Template เขียนรูปร่างที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ถัดมาก็จะเป็น Block 2D Drawing file และบางผู้ผลิต ก็จะเตรียม 3D Model file เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เกี่ยวข้องในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้

ใน BIM process นั้นผู้ผลิตสามารถ ใส่ข้อมูลทั้ง 2 มิติ ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ (Specification) วิธีการติดตั้ง วิธีดูแลรักษา (Manual) บางผู้ผลิตใส่ระยะที่จำเป็นในการบำรุงรักษาลงใน BIM Model ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ที่จะนำไปใช้สะดวกมากขึ้น และยังช่วยให้เห็น 3 มิติ เมื่อแสดงใน Project BIM model ก็จะสามารถนำไปใช้ได้อีกหลากหลายจุดประสงค์

บริหารจัดการอาคาร

หลังจากส่งมอบโครงการแล้ว ข้อมูลที่อยู่ใน BIM Model ที่ถูกออกแบบการจัดการข้อมูลไว้นั้น จะช่วยให้ผู้จัดการอาคารทราบข้อมูล ขนาดพื้นที่ ชื่ออุปกรณ์ ชื่อผู้ผลิต เป็นต้น โดยที่เปิดดูได้จากโมเดลได้โดยตรง หรือเข้าถึงข้อมูลผ่านโมเดล ซึ่งผู้บริหารโครงการถ้าเข้าร่วมตั้งแต่ออกแบบ และก่อสร้างได้ จะมีข้อดี เช่น การกำหนดข้อมูลที่จำเป็นให้ผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาระบุ หรือสามารถตรวจสอบระยะการ Maintenance ในช่วงตรวจสอบโมเดลในการก่อสร้าง เป็นต้น

เจ้าของโครงการ

สุดท้าย เจ้าของโครงการจะได้ ข้อมูลจาก BIM Model จะกลับมาเป็นฐานข้อมูล เพื่อที่สามารถนำไปพัฒนาในโครงการถัดไปได้ดียิ่งขึ้น (ในปัจจุบันผู้เขียนเข้าใจว่ามีการเก็บข้อมูลกลับมาใช้อยู่บ้างแล้วในการทำงานที่ไม่ใช่ BIM) ซึ่ง BIM Model จะช่วยให้ข้อมูลที่กลับมามีความละเอียด และได้มา (เกือบ) อัตโนมัติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของข้อมูลและการวางโครงสร้างของข้อมูลที่อยากได้ตั้งแต่เริ่มโครงการ

โปรแกรมเมอร์

ผู้เขียนขอแถมอีกส่วนหนึ่งที่มีบทบาทหลังจากเริ่มกระบวนการ BIM ถ้าจะให้เห็นภาพง่ายๆขอเปรียบการทำงานด้วยระบบ BIM คือการทำงานบนระบบดิจิทัล ซึ่งข้อมูลหรือโมเดลที่เป็นดิจิทัลเหล่านี้ ทางโปรแกรมเมอร์ จะสามารถเขียนโปรแกรมหรือดึงข้อมูลมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมิติ เช่น การทำงานที่เป็นงาน Routine หรืองานที่ยากที่จะเขียนแบบหรือสร้างโมเดล ก็ให้คอมพิวเตอร์มาช่วยทำแทนได้มากขึ้น ซึ่งมีทั้งโปรแกรมสำเร็จรูป หรือโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาเองผ่าน API ที่แต่ละโปรแกรมอนุญาตให้เชื่อมต่อ หรือการที่มีผู้สนใจ Grasshopper for RhinoDynamo for Revit หรือ Generative Design รวมถึงการใช้ AI ที่มากขึ้น

สุดท้าย ผู้เขียนคงไม่สามารถตอบได้ว่าใครได้ประโยชน์จากการใช้ BIM ของทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ ทั้งด้านเด่น และด้านด้อย ทั้งนี้ตลาดได้ทำการเชื้อเชิญ (กึ่งบังคับ) ให้เราต้องปรับตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิด และขนาดของโครงการ

สุดท้ายผมขอถามท่านผู้อ่าน นิยามคำว่า BIM ของท่านคืออะไร

แนวทางการกำหนด LOD สำหรับงาน MEP เพื่อการใช้งานในประเทศไทย

จากปัญหาความซับซ้อนของวิศวกรรมงานระบบประกอบ (mechanical, electrical and plumbing, MEP) อาคารที่มากกว่าในอดีตส่งผลต่อปัญหาการประสานงานตั้งแต่การออกแบบจนถึงการติดตั้งร่วมกับงานสถาปัตยกรรมและงานโครงสร้าง เทคโนโลยีแบบจำลองสารสนเทศ (Building Information Modeling, BIM) ได้ถูกนำมาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาการซ้อนทับของงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันให้มีความรวดเร็วมากขึ้น โดยกระบวนการ BIM สามารถลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน  และควบคุมกระบวนการต่างๆให้สอดคล้องและถูกต้อง ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ระบบ BIM ได้มีการใชเพื่อลดขั้นตอนความผิดพลาดอย่างแพร่หลายโดยมีปัจจัยหลักที่ต้นทุนงานก่อสร้างที่สูงมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานที่ได้ตกลงร่วมกันเพื่อง่ายต่อส่งการส่งต่อข้อมูลในรูปแบบของ open BIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย Level of development (LOD) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีความสำคัญต่อการกำหนดความละเอียดของรูปทรงเลขาคณิต (LOD-G) และความละเอียดของข้อมูล (LOD-I) ในรูปแบบของ BIM object ที่สามารถนำไปใช้งานระหว่างกระบวนการทำงานตั้งแต่การออกแบบจนถึงการส่งมอบงานบริหารทรัพยากรอาคาร โดย LOD-I มีประโยชน์ในการกำหนดข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละกระบวนการทำงาน เช่น ข้อมูลการออกแบบจะอยู่ในทุกระดับของ LOD ทั่วไป หากแต่ข้อมูลผู้ผลิตอาจจะจำเป็นตั้งแต่ระดับ LOD-400 ขึ้นไป ตามแนวทางของ CIC Building Information Modeling Standard เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย มาตรฐานและแนวทางการใช้งาน BIM

ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากสถาปนิกโดย BIM แสดงให้เห็นถึงการประสานงานและประโยชน์ของการร่วมทำงานในกระบวนการออกแบบ โดยมุ่งเน้นการกำหนดระดับการพัฒนา (level of development, LOD)  ผ่านการกำหนดรูปแบบความละเอียดของรูปทรงเลขาคณิต (LOD-G) ถึง LOD-500 ซึ่งแสดงลักษณะวัสดุที่ชัดเจน เช่น กวีไกร (2562) ปรับปรุงระดับขั้นการพัฒนา (LOD, รูปที่1) ให้สอดคล้องกับการใช้งานตามประเภทของงาน ซึ่งเน้นไปทางงานสถาปนิกมากกว่างานระบบประกอบอาคาร (MEP) รวมไปถึงยังไม่ได้ออกแบบมาตรฐานชนิดของข้อมูลเท่าที่จำเป็นต่องาน FM เป็นเพียงแนวทางเริ่มต้นการกำหนด LOD เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

รูปที่ 1 ตัวอย่าง Level of development [1]   

โดยหากนำ LOD ของงานสถาปัตยกรรมมาประยุกต์ใช้ร่มกับงาน MEP อาจจะก่อให้เกิดปัญหา เช่น

  1. LOD-500 ของสถาปนิกส่งผลกระทบต่อขนาดไฟล์แลกเปลี่ยน (data exchange) ที่เกินความจำเป็นสำหรับงาน MEP โดยไม่จำเป็น
  2. การใช้งานด้าน FM ยังไม่เกิดประโยชน์ชัดเจนโดยไม่มีการสร้างรูปแบบข้อมูลมาตรฐาน (Industry Foundation Classes, IFC) เพื่อเป็นภาษากลางการแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น บทความนี้ นำเสนอแนวทางการพัฒนา LOD ที่เหมาะสมกับงาน MEP ตามกระบวนการทำงานแบบ design-bid-built ในประเทศไทย โดยประยุกต์จาก CIC Building Information Modeling Standard [2] และการกำหนด LOD จากมาตรฐานการใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (EIT Standard 010237-20) [3] โดยกำหนดข้อตอนการทำงานประกอบด้วย
    1. ขั้นแบบร่างเบื้องต้น (Schematic)
    2. ขั้นพัฒนาแบบรายละเอียด (Design Development)
    3. ขั้นแบบก่อสร้าง (Construction Document)
    4. ขั้นแบบสำหรับงานก่อสร้าง (Shop Drawing)
    5. ขั้นแบบรายละเอียดงานก่อสร้าง (As Built) เพื่อให้ง่านต่อความเข้าใจและเหมาะสมกับการทำงานในประเทศไทย โดยแต่ล่ะขั้นตอนจะประกอบด้วย
    – เนื้อหาการทำงาน
    – ระดับ LOD
  3. ความละเอียดของรูปทรงเลขาคณิต (LOD-G) และ
  4. ความละเอียดของข้อมูล (LOD-I) โดยการเปีนเทียบระหว่าง CIC Building Information Modeling Standard และ EIT Standard 010237-20 ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 สรุปแนวทางการพัฒนา MEP LOD ประเทศไทย

จากตารางที่ 1 ทำการเทียบกระบวนการทำงานจากมาตรฐาน BIM วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยกับ property การแบ่งระดับข้อมูลของ CIC Building Information Modeling Standard ประเทศฮ่องกง โดย

  1. ขั้นแบบร่างเบื้องต้น เกี่ยวข้องกับข้อมูลชนิด general property ประกอบด้วย การระบุตำแหน่งและลักษณะการวางบนพื้นที่เกี่ยวข้องกับงานระบบและระบุชนิดของอุปกรณ์และเครื่องจักร ให้เห็นรูปทรงเพียงสังเขป
  2. ขั้นพัฒนาแบบรายละเอียด ประกอบด้วย Design และ Classification property บอกข้อมูลการออกแบบขนาดและกำลังชองเครื่องจักรและอุปกรณ์งาน MEP โดยสามารถระบุชนิดของเครื่องจักรและอุปกรณ์
  3. ขั้นแบบก่อสร้างประกอบด้วย manufacturer property สามารถระบุรุ่นของเครื่องจักรตามข้อมูลผู้ผลิตให้เป็นไปตามขั้นตอนการออกแบบเพื่อใช้ประกอบการประมูลงานและยื่นขออนุมัติก่อนการติดตั้งจริง
  4. ขั้นแบบสำหรับงานก่อสร้างประกอบด้วยรายละเอียดแบบพร้อมติดตั้งจริง โดยเพิ่มเติมส่วน condition property แสดงค่าตัวแปรการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนาดใหญ่เปรียบเทียบค่าจากการออกแบบและหลังการดำเนินการ commissioning ระบบเครื่องจักรและ
  5. ขั้นแบบรายละเอียดงานก่อสร้างประกอบด้วย Verification property เพื่องานบริการจัดการทรัพย์สิน ประกอบด้วยการยืนยันค่าตัวแปรจาก design, manufacturing, condition และ specification property ส่งต่อไปยังงาน FM ในรูปแบบของ Model Element หรือ open BIM data

ตัวอย่างการใช้ MEP-LOD-I จากอาคารตัวอย่าง

รูปที่ 2 อาคารตัวอย่าง

ตัวอย่างข้อมูลเครื่องส่งลมเย็นแบบ FCU (fan coil unit) จำนวน 10 เครื่องแบ่งออกเป็นโซนสูง (10 เมตร) รหัสเครื่อง FCU  4F-01 ถึง 4F-06 และโซนต่ำ (3 เมตร) รหัสเครื่อง FCU 3F-01 ถึง 3F-04 โดยใช้น้ำเย็นจากระบบเครื่องทำน้ำเย็นและควบคุมการทำงานของ FCU โดยเทอร์โมสตัทที่พื้นที่ (zone) สั่งการทำงานวาล์วน้ำเย็นแบบเปิดปิด ดังรูปที่ 3

ตัวอย่างการใช้งานข้อมูลจากผู้ผลิตระบบ FCU ดังตารางที่ 2 โดยสนใจค่า

  1. sensible capacity (kW) ใช้สำหรับประมาณการถ่ายเทความร้อนระหว่าง air-side และ water-side
  2. ค่าความเร็วลมของ FCU (L/s)
  3. ค่าอุณหภูมิลมจ่าย supply air ตามการออกแบบที่ภาระความเย็น 100%
  4. ค่าอุณหภูมิลมกลับ return air ตามการออกแบบที่ภาระความเย็น 100% จากค่าdesign property ตัวอย่างสามารถใช้ในการคำนวณหรือกรอกข้อมูลส่วน static information เพื่อให้ผู้รับเหมาใช้ตรวจสอบ
    1) manufacturer property เครื่อง FCU เป็นไปตามการออกแบบหรือไม่
    2) เป็นแนวทางการตรวจสอบ หรือรับแก้ไข condition property หลังการติดตั้งและทดสอบระบบ
    3) ส่งมอบไปยังผู้ดูแลอาคารหรือแผนก FM เพื่อใช้ประกอบการควบคุมระบบ building automation system ส่วนควบคุม FCU

รูปที่ 3 BIM MEP-LOD-I จากอาคารตัวอย่าง [4]

ตารางที่ 2 ข้อมูลผู้ผลิตตัวอย่างจากประเทศพัฒนาแล้ว [4]

รูปที่ 4 ตัวอย่างการกรอกข้อมูล design และ manufacturer property จากตารางที่ 2

จากรูปที่ 4 ขั้นตอนการดำเนินการ condition property โดยการตรวจสอบระหว่างการ commissioning ด้วย IoT (internet of things) sensor เช่น การตรวจสอบ FCU รหัส 3F-02 มีเงื่อนไขการออกแบบ (Design conditions) พื้นที่ 24 ⸰C /55% RH โดยสมมุติให้ลมในพื้นที่กลับมายังบริเวณลมกลับได้เหมาะสม มีค่า sensible load 7.9 kW (ค่าการออกแบบ) ที่ความเร็วลมจ่าย 1165 CFM (550 L/s) โดยมีการส่งเย็นที่อุณหภูมิ 12.5 ⸰C และมีอุณหภูมิลมกลับที่ FCU 24.6 ⸰C เมื่อทำการตรวจสอบระบบด้วย พบปัญหา (1) ปัญหาเทอร์โมสตัท โดยอุณหภูมิในพื้นที่ต่ำกว่าการออกแบบประมาณ 2 ⸰C เมื่อตรวจสอบจาก เทอร์โมสตัทของระบบ BAS พบค่าอุณหภูมิ set-point และค่าที่วัดได้ 24.5 ⸰C หากแต่ค่าความร้อนในเทอร์โมสตัททำให้วัดค่าได้สูงกว่าจริง 1.5 ⸰C  (2) การเกิด cooling fighting จากการตรวจอุณหภูมิลมกลับประมาณ 22.2 ⸰C และความชื้น 54.5 %RH และอุณหภูมิลมจ่าย 13.5 ⸰C สูงกว่าค่าการออกแบบ 1 ⸰C เป็นผลจาก FCU 3F-01 ที่ติดกันส่งลมเย็นมายัง FCU 3F-02 จึงทำให้เกิดความเย็นในพื้นที่ต่ำกว่าปกติทั้งที่อุณหภูมิการส่งลมเย็นของ FCU 3F-02 สูงกว่า 1 ⸰C กำหนดเงื่อนไข property เพื่อส่งต่อผู้ดูแลในกากำหนดค่า set-point ที่เหมาะสมสำหรับ FCU เนื่องจากพบปัญหาการเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์และปัญหาของเทอร์โมสตัท

เอกสารอ้างอิง

  • กวีไกร ศรีหิรัญ (2562) การเปลี่ยนระดับความละเอียดของข้อมูลในแบบจำลองสารสนเทศอาคาร วารสารวิชาการสถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉบับที่ 69 ปี (กรกฎาคม-ธันวาคม)
  • CIC Building Information Modeling Standard
  • มาตรฐานการใช้แบบจำลองสารสนเทศอาคาร (EIT Standard 010237-20) .
  • เด่นชัย วรเดชจำเริญ และ ดร. พุฑฒิพงษ์ มหาสุคนธ์ (2563). การพัฒนาแบบจำลองสารสนเทศอาคารแบบผสมผสานเพื่องานทดสอบเครื่องแฟนคอยล์ยูนิต แบบต่อเนื่อง บทความวิชาการ Air Conditioning Engineering Association of Thailand (ACAT) ฉบับที่ 86 . ฉบับที่ 4/2563

ทำไม BIM จึงจำเป็นต่อ Digital Twin ตอนที่ 1

ปัจจุบัน การบำรุงรักษาทรัพย์สินจำพวกอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่งก่อสร้างภายใน 5 ปีที่ผ่านมานั้น มักมีการติดตั้ง ioT ทั้งจากความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์สิน และบางส่วนที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในเครื่องจักรยุคใหม่ ซึ่งความนิยมของ ioT ที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน จากทั้งราคาที่ถูกลง และความสามารถที่มากขึ้น ก็ทำให้เจ้าของทรัพย์สินสามารถนำ ioT ไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์ได้ในระดับหนึ่งโดยที่ไม่ต้องมี BIM ซึ่งบางองค์กรก็อาจนับว่าระบบดังกล่าวที่ไม่มี BIM ก็เป็น Digital Twin ได้เช่นกัน โดยในความเห็นของผู้เขียนนั้นยังเชื่อว่าการเติม BIM เข้าไปในระบบบริหารจัดการขององค์กรนั้น น่าจะเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นไปได้อีก

Digital Twin คืออะไร

Digital Twin ถูกพูดถึงครั้งแรกๆ ในปี 2002 และมีงานวิจัยเกี่ยวกับ Digital Twin ต่อเนื่องมา หลายชิ้นโดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมการผลิตพบว่างานวิจัยด้าน Digital Twin (1) มีการเติบโตในด้านปริมาณอย่างก้าวกระโดด พบว่าปัจจัยหลักที่สนับสนุน (Enabler) ที่ปรากฏในงานวิจัย Digital Twin ที่ถูกล่าวถึงมากที่สุดตามลำดับ ได้แก่ internet of things (ioT), Artificial Intelligence, Cloud Computing, Simulation, Big Data และ BIM

จาก Whitepaper ของ AVEVA (2) ได้อธิบายไว้ว่า Digital Twin คือเทคโนโลยีดิจิตัลที่ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่

  • Content: ได้แก่ แหล่งข้อมูล, แบบจำลอง, การวิเคราะห์ และความรู้
  • Context: ได้แก่ เครื่องมือเครื่องจักร, สถานที่, กระบวนการทำงาน และชนิดธุรกิจขององค์กร
  • Time: ได้แก่ ข้อมูลในอดีต, การทำงานในปัจจุบัน และแผนการในอนาคต
  • Perspective: คือทีมงานที่ใช้ข้อมูลสำหรับงานวิศวกรรม, กระบวนการการทำงาน, การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ และการซ่อมบำรุง

เทคโนโลยี Digital Twin นี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ให้กับองค์กรได้ทุกช่วงเวลาของโครงการ ตั้งแต่ช่วงศึกษาความเป็นไปได้ การออกแบบ การก่อสร้าง การเปิดให้บริการ การซ่อมบำรุง รวมถึงการบูรณะปรับปรุง โดยในช่วงการออกแบบก่อสร้างนั้น Digital Twin สามารถช่วยให้การออกแบบก่อสร้างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ลดค่าใช้จ่ายการพัฒนาโครงการได้ประมาณ 8–10%

สำหรับการใช้ Digital Twin ทำงานในช่วงการเปิดให้บริการนั้น ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลของสภาพการทำงานของเครื่องจักร และสภาพแวดล้อมแบบ ณ ขณะนั้น (Real Time) ได้ด้วยการคลิก ไม่กี่ครั้ง รวมถึงสามารถทำให้ผู้บริหารโครงการเห็นภาพรวมของโครงการและสามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว และใช้ข้อมูลทั้งหมดเป็นฐานในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้องค์กร เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน, การบริหารจัดการการซ่อมบำรุง, และการบริหารจัดการแรงงาน ซึ่งฐานข้อมูลที่ใช้ส่วนใหญ่มาจากแบบจำลอง BIM (Building Information Modelling), อุปกรณ์ ioT, ระบบ ERP, แบบจำลองเหตุการณ์ (Simulation Model) ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กร ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ดังนี้

  • ioT และเซ็นเซอร์: ช่วยรับข้อมูลจาก Physical Twin (โลกจริง) เข้าสู่ Digital Twin เพื่อให้ผู้บริหารทรัพย์สิน สามารถติดตามสถานะปัจจุบัน พร้อมทั้งสามารถสั่งการเพื่อควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในกรณีที่จำเป็นได้
  • Cloud Computing: จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก และอาจเป็น Big Data และประมวลผลเพื่อใช้ ในการวิเคราะห์ที่เป็นประโยชน์ เช่น การรักษาความปลอดภัย การประหยัดพลังงาน เป็นต้น
  • Simulation: จำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารทรัพย์สินมีความพร้อมรับมือกับปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งปัญหาฉุกเฉิน เช่น ภัยพิบัติ และปัญหาประจำวัน เช่นการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน
  • BIM: แบบจำลองที่แสดงรูปร่าง สัดส่วน ขนาด ตำแหน่ง ใกล้เคียงของจริง และบรรจุข้อมูลที่เกี่ยวข้อง สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์สิ่งที่เกี่ยวข้องได้ เช่น การวางแผนงาน การคาดการณ์ความสำเร็จของแผนงาน การตรวจนับทรัพย์สิน และการซ่อมบำรุงอาคาร

ตัวอย่างการใช้งาน Digital Twin

  • Promon Engenharia: เป็นองค์กรที่เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในบราซิล หลังจากที่ใช้ Digital Twin ในการทำงาน สามารถลดเวลาการทำงานของวิศวกรไปได้ 15%
  • Ørsted: บริษัทพลังงานรายใหญ่ Ørsted บริหารกังหันลมนอกชายฝั่งจำนวน 1,000 ตัว ตรวจสอบข้อมูลอย่างต่อเนื่องหมายถึงการทดลองต่างๆ 1,000 รายการที่แตกต่างกันมีนวัตกรรมที่เป็นกระบวนการปรับแต่งอย่างต่อเนื่อง และเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และบิ๊กดาต้า จะช่วยให้ Ørsted เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้กลายเป็นองค์กรที่คาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-neutral) ภายในปี 2568
  • Amsterdam Smart City: เป็นนครที่นำแนวคิด Digital Twin ไปใช้ในการบริหารเมืองด้วยการนำ Enabler ทั้งหลาย เช่น Database, ioT, เซ็นเซอร์, Big Data, Simulation มาบริหารจัดการเมือง เช่นการจัดการจราจร การจัดเก็บขยะ ส่งเสริมเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและช่วยพัฒนาตลาดเศรษฐกิตรูปแบบใหม่ๆ ได้
  • PTV Optima: เดิม PTV เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายซอฟท์แวร์แบบจำลองจราจรแบบ Offline โดยในปัจจุบัน ได้ทำธุรกิจ Digital Twin ด้านการจราจรของเมือง โดยปรับรูปแบบเป็น Online ที่รับข้อมูลการจราจรของเมือง แบบ Real Time จากเซ็นเซอร์และ ioT จากนั้นทำการจำลองเหตุการณ์จราจรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้อีก 30 – 60 นาทีข้างหน้า โดยใช้ Machine Learning (ML) เพื่อให้ผู้บริหารการจราจรของเมืองสามารถแก้ปัญหาได้ ก่อนที่ปัญหาจะหนักขึ้น ปัจจุบันมีการใช้งานใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน (Taichung), สโลวีเนีย, ออสเตรีย (เวียนนา), ฝรั่งเศษ (ปารีส), อิตาลี (Piedmont)

อ้างอิง

(1Digital Twin in manufacturing: A categorical literature review and classification,Werner Kritzinger et al., IFAC-PapersOnLine

Volume 51, Issue 11, 2018, Pages 1016-1022

(2) AVEVA White Paper

E-book BIM Learning

Subscribe to continue reading

Subscribe to get access to the rest of this post and other subscriber-only content.

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 5

จากบทความก่อนหน้านี้ เราได้อธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) ไปแล้ว และในครั้งนี้ เราขะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่าสามารถมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร

BIM Dimension 4D : Scheduling  กับ แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)

>> เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้ามาอีก 1 ประเภท ซึ่งจัดเป็นประเภทของ เวลา (Time) ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เรื่องของเวลา (Project Time)

จะสนับสนุนในการติดตามและวิเคราะห์แผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการโดยมีประโยชน์ ดังนี้

  • การระบุช่วงเวลาการดำเนินการโครงการ (Project Phasing)

ในการดำเนินการในโครงการจะต้องมีการระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่จะดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งการทำ BIM ในการจำลองกายภาพของอาคาร (Geometry) ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) หรือโมเดล 3 มิติ จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน รวมถึงมีการระบุประเภทและปริมาณของข้อมูลที่จะต้องระบุลงไป ตามช่วงเวลาต่างๆ ของการดำเนินการโครงการ นั่นคือจะสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานให้สามารถทำงานให้สำเร็จ ตามขอบเขตการทำงานที่ระบุไว้

  • การจำลองวางแผนการก่อสร้าง (Project Planning)

ในการทำงานในช่วงเวลาของการก่อสร้าง (Construction Phase) จะเป็นช่วงของการทำงานที่มีความละเอียด และซับซ้อนมากกว่าการทำงานในช่วงออกแบบ (Design Phase) จึงจะต้องมีการวางแผนงานการก่อสร้างล่วงหน้า โดยการทำ BIM สามารถนำข้อมูลกายภาพของอาคาร (Geometry) มารวมกับข้อมูลของเวลาในช่วงของการก่อสร้าง สำหรับจำลองวางแผนการก่อสร้าง เพื่อประเมินและวิเคราะห์ระยะเวลาการทำงานที่เหมาะสมต่อการกำหนดแผนงานการก่อสร้าง

  • การติดตามการดำเนินการในโครงการ (Project Completion)

ในการดำเนินการในโครงการที่มีการระบุกิจกรรมที่จะดำเนินการในโครงการ พร้อมทั้งระบุช่วงเวลาที่จะดำเนินการ รวมถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบไว้นั้น จำเป็นจะต้องมีการติดตามการดำเนินการในโครงการ เพื่อประเมินและวิเคราห์ระยะเวลาในการดำเนินการหาระยะเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องต่อการทำงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ

BIM Dimension 5D : Estimating กับ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

>> เป็นการเพิ่มข้อมูลเข้ามาอีก 1 ประเภท ซึ่งจัดเป็นประเภทของต้นทุน (Cost) ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 3 เรื่องของต้นทุน (Project Cost)

ซึ่งจะสนับสนุนการทำงานในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) โดยมีประโยชน์ ดังนี้

การประมาณการต้นทุน (QTO – Quality Take-Off) ในการดำเนินการในช่วงการออกแบบ (Design Phase)

จะประกอบไปด้วยการทำงานของผู้ออกแบบ ในแต่ละบทบาทหน้าที่การทำงาน ซึ่งผู้ออกแบบจะทำงานด้วยกระบวนการ BIM จึงมีการจำลองข้อมูลทางกายภาพของอาคาร รวมถึงระบุข้อมูลตามข้อกำหนด ในแต่ละช่วงการดำเนินการของโครงการ การทำงานด้วยกระบวนการ BIM จึงสามารถนำข้อมูลกายภาพของอาคาร (Geometry) ที่ได้จำลองขึ้นมา ในแต่ละหมวดงานของผู้ออกแบบ มาดำเนินการประมวลผล (Export) ข้อมูลออกมาในเชิงตัวเลขได้ (ในบ้างกรณี) เพื่อพิจารณาปริมาณของวัสดุที่จะใช้เบื้องต้น เพื่อส่งต่อข้อมูลไปใช้สนับสนุนการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 4

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management)

BIM ที่ย่อมาจาก Building Information Management

จะเป็นกระบวนการที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาการบริการจัดการการทำงานในโครงการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ช่วงการออกแบบ การก่อสร้าง จนถึงการใช้และดูแลรักษาอาคาร รวมถึงการจัดการข้อมูล (Information) เพื่อสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการสามารถสื่อสาร/ประสานงานกันโดยใช้อมูลชุดเดียวกัน (Single Source of Truth) ได้อย่างมีประสิทธภาพ

ในปัจจุบันเป็นยุคของการทำ Big Data

ซึ่งการทำ BIM จะมีเรื่องของข้อมูล (Information) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงาน เพื่อให้ง่านต่อการความเข้าใจ จึงได้มีการนำข้อมูลที่เกิดขึ้นมาแบ่งตามคงามละเอียดของข้อมูลและตามประเภทการทำงาน BIM (BIM Dimension) โดยสามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้

  • BIM Dimension 3D : Modeling
  • BIM Dimension 4D : Scheduling
  • BIM Dimension 5D : Estimating
  • BIM Dimension 6D : Sustainability
  • BIM Dimension 7D : Facility Management

โดย BIM Dimension ที่สอดคล้องกับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) จะมีรายละเอียดดังนี้

  • BIM Dimension 3D : Modeling กับ แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)
  • BIM Dimension 4D : Scheduling กับ แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time)
  • BIM Dimension 5D : Estimating กับ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

BIM Dimension 3D : Modeling กับ แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

>> เป็นการจำลองกายภาพของอาคาร (Geometry) ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ซึ่งประกอบไปด้วยข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นในลักษณะกายภาพ อาทิเช่น ความกว้าง ความยาว และความสูง เป็นต้น โดยสามารถจัดทำขึ้นจากการ 3D Modeling หรือจากการทำ Laser Scanning

เมื่อมีการนำมาประยุกต์ใช้กับหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 2 เรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

จะสนับสนุนในการช่วยให้สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ง่ายขึ้น โดยมีประโยชน์ ดังนี้

  • การประสานงานการออกแบบในโครงการ (Design Coordination)

เป็นการประสานงานกันในโครงการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการมองเห็นการออกแบบในรูปแบบ 3 มิติ โดยเห็นรูปแบบและลักษณะความกว้าง ความยาว และความสูงของแต่ละส่วนอาคาร เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจที่ส่งต่อจาก ผู้ออกแบบเจ้าหนึ่งไปอีกเจ้าหนึ่ง

การตรวจสอบการออกแบบในโครงการ (Design Combine)

ในการออกแบบอาคารในโครงการ จะประกอบไปด้วยผู้ออกแบบหลายส่วนงาน โดยแต่ละหน่วยงานจะแบ่งบทบามหน้าที่การทำงาน ตามบริบทความรับผิดชอบ แต่ในการก่อสร้าง จำเป็นจะต้องนำข้อมูลการออกแบบของแต่ละส่วนงานมาตรวจสอบเข้าด้วยกัน สำหรับใช้ในการก่อสร้างต่อไป ขั้นตอนนี้จึงเป็นการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลามาก หากทำงานในรูปแบบเดิม การทำงานด้วย BIM จึงเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานในส่วนนี้ ให้เห็นภาพชัดเจน ขั้นตอนการทำงานที่เป็น Manual ได้มากในหลายขั้นตอน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เป็นการนำข้อมูลมาตรวจสอบ เพื่อหาปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงปัญหาที่มองไม่เห็นจากการตีความจากการทำงานแบบเก่า ที่จำเป็นจะต้องจำลองการเชื่อมต่อกันขึ้นมาเอง นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในการตรวจสอบข้อบังคับและข้อกำหนดในรูปแบบ Automation ได้ง่ายขึ้น (ในบางกรณี) อีกด้วย

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 3

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) และแกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึงแกนสำคัญสุดท้าย นั่นคือ แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

แกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)

ในการดำเนินการจัดทำโครงการ สิ่งสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการโครงการ นั่นคือเรื่องของต้นทุน ซึ่งในโครงการจัดทำโครงการการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ให้อยู่ในงบประมาณที่กำหนดไว้ เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และมีการทำงานที่ซับซ้อนมาก เนื่องจากรายละเอียดของการดำเนินการจะประกอบไปด้วยกิจกรรมจำนวนมาก และจะต้องควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิเช่น ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้ควบคุมงาน เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดำเนินการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตามความต้องการของโครงการ (Project Requirements)

จะต้องมีการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) ซึ่งการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ จะถูกแบ่งออกเป็นหมวดงานต่างๆ ดังนี้

  • หมวดงานการจัดเตรียมที่ดิน
  • หมวดงานสำหรับการก่อสร้าง
  • หมวดงานสนับสนุนการขายและการตลาดของโครงการ
  • หมวดงานการเงินอื่นๆ ของโครงการ
  • หมวดงานอื่นๆ

โดยจะขอลงรายละเอียดในหมวดงานสำหรับการก่อสร้าง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุด ในการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management)

ในการจัดทำหมวดงานสำหรับการก่อสร้าง

จำเป็นจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เพื่อให้รับทราบถึงภาพรวมและสถานะของต้นทุนโครงการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ช่วงเริ่มต้นโครงการ (Initial Phase) จะเป็นช่วงของการเริ่มต้นพัฒนาโครงการ โดยจะมีการดำเนินการจัดทำความต้องการของโครงการ (Project Requirements) พร้อมทั้งมีการจัดทำรายการต้นทุน (Cost Breakdown Structure) เพื่อประมาณการต้นทุนของโครงการเบื้องต้น ในแต่ละหมวดงานและแต่ละกิจกรรมให้ชัดเจน รวมถึงมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) เพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินการพัฒนาโครงการ ให้เกิดความชัดเจนทั้งในด้านของเวลา คุณภาพ และต้นทุนของโครงการ
  • ช่วงการออกแบบขั้นต้น (Conceptual Design Phase – Schematic Design Phase) จะเป็นขั้นตอนที่ผู้ออกแบบนำเสนอแบบร่างขั้นต้น เพื่อดำเนินการดูภาพรวมของการออกแบบ โดยการตรวจสอบแบบ (Design Review) อาทิเช่น การจัดการพื้นที่ใข้สอยต่างๆ ในโครงการ การกำหนดขอบเขตต่างๆ ของอาคาร และการเลือกใข้วัสดุต่างๆ ในอาคาร เป็นต้น ซึ่งในขั้นนี้จะทำให้การควบคมต้นทุนโครงการ (Cost Control) มีความชัดเจนขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ จากข้อมูลที่เพิ่มขึ้น
  • ข่วงการออกแบบในการพัฒนา (Design Development Phase) จะเป็นขั้นตอนของการจัดทำรายละเอียดของการออกแบบ (Detail Design) ในการดูรายละเอียดของการออกแบบ โดยการตรวจสอบแบบ (Design Review) โดยในขั้นตอนนี้จะมีรายละเอียดของการออกแบบที่มีความละเอียดและชัดเจนขึ้นมาก เพื่อทำการสรุปรูปแบบและรายละเอียดต่างๆ ของอาคารทั้งหมด สำหรับเตรียมความพร้อมในการดำเนินการประกวดราคา เพื่อให้โครงการดำเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับประโยชน์สูงที่สุด ภายใต้ต้นทุกที่กำหนด
  • ช่วงการประกวดราคา (Tendering Phase) จะเป็นขั้นตอนในการประกวดราคา ซึ่งจะดำเนินการในการถอดแบบและคำนวณปริมาณ (QTO – Quantity Take-off) เพื่อจัดทำบัญชีแสดงปริมาณและราคา (BOQ – Bill of Quantity) โดยจะทำให้โครงการรับทราบถึงต้นทุนโครงการ เพื่อนำไปประมาณการสำหรับการใช้ต้นทุนโครงกการ ให้ผู้พัฒนาโครงการได้ทราบว่า ยังอยู่ภายใต้งบประมาณอยู่หรือไม่ ซึ่งหากการพิจารณามาแล้วว่าเกินต้นทุนโครงการ จะต้องดำเนินการทำการวิเคราะห์ และเจรจาต่อรองในรายละเอียด ในรูปแบบการควบคุมต้นทุน (/จ) เพื่อให้สามารถควบคุมต้นทุนให้อยู่ในต้นทุนของโครงการ

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการควบคุมต้นทุนโครงการ (Project Cost) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปการควบคุมต้นทุนโครงการ (Cost Control)

จำเป็นจะต้องมีการจัดทำการบริหารต้นทุนโครงการ (Cost Management) โดยจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เพื่อให้ผู้พัฒนาโครงการ รับทราบและประเมินการจัดสรรตุ้นทุนโครงการได้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในครั้งต่อไป เราจะมาอธิบายถึงการนำ BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์กับการบริการจัดการโครงการ (Project Management) ในแกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality) และแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost) ว่าสามารถมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร

BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ตอนที่ 2

จากบทความก่อนหน้าที่เราอธิบายถึงเรื่องหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) โดยครั้งที่แล้ว เราอธิบายถึง แกนที่ 1 เป็นเรื่องของเวลา (Project Time) ว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไร และในครั้งนี้ เราจะมาอธิบายถึง แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Project Quality)

แกนที่ 2 เป็นเรื่องของคุณภาพ (Quality)

เป็นขั้นตอนของการควบคุมคุณภาพการดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • คุณภาพในเรื่องของกฎหมายอาคาร
  • คุณภาพในเรื่องของการออกแบบ
  • คุณภาพในเรื่องของการก่อสร้าง
  • คุณภาพในเรื่องของการใช้และดูแลรักษาอาคาร

คุณภาพในเรื่องของกฎหมายอาคาร เป็นข้อบังคับของการจัดทำโครงการที่บังคับให้ต้องปฏิบัติตาม

ในการดำเนินการกิจกรรมต่างๆ โดยขอยกตัวอย่างที่ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ซึ่งจะมีขอบังคับในการควบคุมเรื่องต่างๆ ดังนี้

  • การสถาปัตยกรรม ความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย
  • ความมั่งคงแข็งแรงของอาคาร
  • ความปลอดภัยของผู้อาศัยหรือใช้อาคาร
  • การป้องกันอัคคีภัยภายในอาคาร
  • การสาธารณสุขและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  • การอำนวยความสะดวกแก่การจราจร ฯลฯ

คุณภาพในเรื่องของการออกแบบ เป็นข้อกำหนดในส่วนของรายละเอียดในการออกแบบ ในแต่ละโครงการ

ซึ่งข้อกำหนดในส่วนนี้จะไม่เหมือนกันในแต่ละโครงการ โดยจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัตถุประสงค์/เป้าหมายของโครงการ รวมถึงตามความหลากหลายของประเภทอาคารอีกด้วย โดยผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญในเรื่องของการออกแบบ ภายใต้แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรม ให้คนสามารถอยู่ได้โดยใช้พลังงานจากธรรมชาติให้น้อยที่สุด หลักการออกแบบนี้คือ สถาปัตยกรรมสีเขียว (Green Architecture) และสถาปัตยกรรมแบบยั่งยืน (Sustainable Architecture)

คุณภาพในเรื่องของการก่อสร้าง เป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างในหมวดงานต่างๆ ดังนี้

  • หมวดงานวิศวกรรมเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของโครงสร้างต่างๆ เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับคอนกรีต เหล็กเสริมคอนกรีต ความแข็งแรงของโครงสร้าง เพื่อทำให้การก่อสร้างเป็นไปตามข้อกำหนด และมีความแข็งแรงปลอดภัยทั้งในระหว่างการก่อสร้างและหลังจากที่อยู่อาศัยไปแล้ว
  • หมวดงานสถาปัตยกรรมเป็นข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้พื้นที่และการกำหนดความแข็งแรงของอาคาร ทำให้สามารถใช้งานอาคารนั้นได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย
  • หมวดงานด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง โดยทั่วไปในการก่อสร้าง จะมีการใช้กำลังพล เครื่องมือ/อุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเครื่องจักรในการทำงาน อีกทั้งยังมีมลภาวะเรื่องฝุ่น และเสียง จากการก่อสร้าง ดังนั้นจึงต้องมี ข้อกำหนดด้านความปลอดภัย มาควบคุมระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งผู้ทำงาน และผู้คนบริเวณรอบพื้นที่ก่อสร้างโดยรอบ

คุณภาพในเรื่องของการใช้และดูแลรักษาอาคาร ในการใช้งานอาคาร

ผู้พัฒนามีความคาดหวังในเรื่องของระยะเวลาของการใช้งานอาคารให้อาคาร มีอายุการใช้งานได้นานที่สุด ดังนั้นข้อกำหนดเรื่องการใช้งานและดูแลรักษาอาคารจึงมีความสำคัญที่จะต้องให้ความรู้เรื่องของการดูแลรักษาอาคารให้กับเจ้าของอาคาร รวมถึงผู้ใช้งานอาคาร โดยการดูแลบำรุงรักษาอาคาร เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อยืดอายุการใข้งานของอาคาร โดยมีระบบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • ระบบไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศ
  • ระบบระบายอากาศ
  • ระบบสุขาภิบาล
  • ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย

ซึ่งเมื่อเรานำเรื่อง BIM (Building Information Management) ในฝั่งของการทำ Management มาประยุกต์รวมกันกับการควบคุมคุณภาพการดำเนินการโครงการ (Project Quality) จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้จากบทความเรื่อง BIM กับการสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการ ในตอนถัดๆ ไป

โดยสรุปแล้ว การควบคุมคุณภาพของโครงการ จะเป็นการควบคุมผลลัพธ์ของโครงการ

ซึ่งในแต่ละโครงการจะมีการใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะขึ้นอยู่กับลักษณะ และประเภทของโครงการ ทั้งนี้อาจรวมถึงขนาดพื้นที่ของแต่ละโครงการอีกด้วย โดยการการใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้การดำเนินการโครงการเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดไว้ และบรรลุตามวัตถุประสงค์เป้าหมายของโครงการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อควรระวัง การใช้งานข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ในโครงการเป็น หนึ่งในกิจกรรมที่ในแต่ละโครงการจะต้องดำเนินการ จึงต้องมีการหารือสรุปข้อบังคับและข้อกำหนดต่างๆ ตั้งแต่แรกในการดำเนินการโครงการ เพื่อให้ทุกคนรับทราบในแนวทางปฏิบัติ และใช้เป็นแนวทางในการทำงานในหน้าที่บทบาทความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการจัดทำแผนงานการบริหารการดำเนินการโครงการ (Project Timeline)

ในครั้งต่อไปจะมาพูดถึงแกนสำคัญสุดท้าย ในหลักการหรือหัวใจสำคัญของการบริการจัดการโครงการ (Project Management) นั่นคือแกนที่ 3 เป็นเรื่องของต้นทุน (Project Cost)