BIM ดิสรัปชันก่อสร้าง พิมพ์เขียวดิจิทัล ของสมาร์ทซิตี้

ยุคนี้กระแสดิจิทัล ดิสรัปชัน กำลังป่วน ภาคธุรกิจทั้งหลาย แม้แต่วงการก่อสร้างก็ ต้องเตรียมรับมือ ปัจจุบันมีบริษัทรับเหมา ก่อสร้างอาคาร บริษัทด้านการออกแบบ รวม ทั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำเทคโนโลยี่มาใช้เพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพงานก่อสร้าง ทั้งด้านเวลาและต้นทุน ดำเนินการ ด้วยเทคโนโลยีระบบ BIM หรือ Building Information Modeling เป็นการสร้างแบบจำลองอาคาร ในระบบ 3 มิติ แทนการเขียนแบบในอดีตที่เป็นระบบ 2 มิติ ทำให้เจ้าของอาคารได้เห็นแบบอาคารเสมือนจริง ที่สำคัญสามารถแก้แบบก่อนก่อสร้างจริงได้ ทำให้ควบคุม ค่าใช้จ่ายการก่อสร้างได้ นายอมร พิมานมาศ นายกสมาคมแบบจำลอง
สารสนเทศอาคาร (Thai Building I nformation Modeling Association) หรือ TBIM กล่าวว่า ในอนาคตเทดโนโลย จะเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจก่อสร้างเกือบทุกสาขา ไม่ว่าวิศวกร

โครงสร้าง วิศวเครื่องกล สถาปนิก ที่เขียนแบบในระบบเดิมก็ ต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี เขียนแบบในระบบ BIM ซึ่งขณะ นี้ในต่างประเทศมีการใช้ระบบดังกล่าว ในอาเซียนนี้ประเทศ สิงคโปร์ถือว่าล้ำหน้า มีสมาคม BIM และระบบการขออนุญาต ก่อสร้างอาคาร ถ้าอาคารใดออกแบบในระบบ BIM หากเป็น อาคารประหยัดพลังงานด้วย อาจจะได้รับการพิจารณาใบอนุญาต รวดเร็วขึ้นกว่าปกติ หรืออาจจะได้ค่า FAR หรืออัตราส่วนพื้นที่ อาคารรวมต่อพื้นที่ดินเพิ่มขึ้น ซึ่งภาครัฐของไทยควรส่งเสริมให้ มีการนำระบบ BIM มาใช้อย่างกว้างขวาง การที่เราสร้างแบบในระบบ BIM และใช้เทคโนโลยี่ virtual เข้ามาร่วม ทำให้มองเห็นแบบโครงสร้างอาคารเสมือน เข้าไปในอาคารจริง ได้เห็นถึงรายละเอียดในอาคาร ไม่ว่าประตู ลูกบิด ผนังใช้วัสดุประเภทไหน ยี่ห้ออะไร นำไปสู่การวิเคราะห การใช้พลังงานของห้อง สมัยก่อนยังทำไม่ได้แบบนี้ เนื่อง จากคอมพิวเตอร์ยังไม่มีหน่วยความจำที่มีกำลังพอ และไม่เพียง แต่เห็นภาพ 3 มิติ ยัง เห็นถึงมิติที่ 4 5 และ 6 โดยมิติที่4 คือเรื่องของ
เวลา เพราะเมื่อเป็นภาพ 3 มิติก็สามารถจำลอง การก่อสร้าง สามารถ คำนวณระยะเวลาการ
ก่อสร้างได้” มิติที่5 คือประเมิน งบประมาณค่าก่อสร้าง และมิติที่6 คือการบริหาร จัดการ ระบบบัญชี-การ จัดซื้อ และสูดท้ายโยง ไปสู่แฟซิลิตี้ แมเนจ เมนต์ จะเห็นว่านี่คือ อมร พิมานมาศ ดิสรัปที่ฟอย่างแท้จริงจะเปลี่ยนจากมุมมอง2 มิติไปเป็น6 มิติ ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งเรื่องของเวลา ค่ใช้จ่าย และการบริหาร จัดการอาคารในอนาคตด้วย ขณะนี้มีบริษัทด้านสถาปนิก วิศวกร และดีเวลอปเปอร์ ใช้ระบบ BIM ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สร้างแบบจำลอง ทั้งที่จริงๆแล้ว BM จะเป็นเรื่องของการประสานงาน วิรีคิด ทก ส่วนทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวกัน ในประเทศไทยยัง ขาดบุคลากรด้านนี้ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ “จากการมองเห็นว่าในอนาคตเทคโนโลยี่จะเข้ามาดิสรัปต เกือบทุกสาขา จึงก่อตั้งสมาคมไทย BM ขึ้น ซึ่งเดิมวมตัวกัน เป็นชมรมโดยมีจุดมุ่งหมายจะผลักดันให้การทำBIM เป็นวิชาชีพ
มีใบรับรอง และจะมีเงินประจำตำแหน่ง ดังนั้นต่อไปเราจะพัฒนา หลักสูตร BIM Coordinator และ BIM Manager เป็นมาตรฐาน กลาง ซึ่งภายใน 3 ปีนี้จะเตรียมกำลังคนด้นวิศวกรรมและ สถาปัตยกรรมขึ้นรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น” นอกจากธุรกิจเอกชนแล้ว ปัจจุบันมีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ บางแห่ง เช่น รฟม. ระบุไว้ในที่โออาร์การประกวดราคาโครงการ รถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง การออกแบบก่อสร้างสถานึ รถไฟฟ้าต้องออกแบบด้วยระบบ BM ขณะที่การส่งแบบหรือขอ อนุญาตก่อสร้างนั้น ด้านกฎหมายยังไม่ได้บังคับต้องใช้แบบ ระบบ BIM หางสมาคมจึงอยากจะให้ภาครัฐช่วยส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีระบบ BM ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับภาค รัฐในการออกแบบสมาร์ตซิตี้ เพราะระบบ BIM เป็นฐานข้อมูล แรกสุดของพิมพ์เขียว ดิจิทัลของสมาร์ทซิตี โดยสมาคมจะจัด ทำ BM ไกด์ไลน์เพื่อสร้างมาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูล ให้ทุก บริษัทนำแบบอาคารที่ออกแบบด้วยระบบ BIM มาเชื่อมโยง ทำให้สมาคมสามารถสร้างเมืองจำลองขึ้นมาได้