ข้อบังคับ

หมวดที่ 1

ความทั่วไป

ข้อ 1   สมาคมนี้มีชื่อว่า “สมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร” ย่อว่า บสอ. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า THAI BUILDING INFORMATION MODELING ASSOCIATION ย่อว่า TBIM

ข้อ 2  เครื่องหมายของสมาคมมีลักษณะเป็นรูปพิกเซลสีฟ้าและสีน้ำเงินที่เรียงร้อยกันเป็นเหมือนรูปปลาบนผืนน้ำ ตำแหน่งเหนือตัวอักษรย่อ TBIM อยู่บริเวณหางปลา มีอักษรภาษาอังกฤษว่า THAI BUILDING INFORMATION MODELING ASSOCIATION และมีชื่อเต็มภาษาไทยของสมาคมมีความหมายว่า การทำงานในระบบแบบจำลองสารสนเทศอาคาร โดยแบบจำลองสารสนเทศอาคารนั้นแปลมาจาก Building Information Modeling ซึ่งมีชื่อย่อว่า BIM (อ่านว่า บิม) ซึ่งเป็นเทศโนโลยีที่เข้ามาช่วยพัฒนาวงการธุรกิจการก่อสร้าง ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการใช้อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ โดยนำเอาแบบจำลองอาคาร 3 มิติ ที่บรรจุข้อมูลและสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดการใช้ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพของการออกแบบ, การคำนวนปริมาณวัสดุ, และการคำนวนการใช้พลังงาน เป็นต้น โดยการทำงานในแต่ล่ะส่วนเปรียบเสมือนหนึ่งจุดพิกเซล และนำมาเรียงร้อยกันเป็นรูปปลา เปรียบเสมือนการทำงานร่วมกันในโครงการเดียวกัน และปลาเปรียบเสมือนการไม่หยุดนิ่งต้องมีการพัฒนาตามเทคโนโลยีให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

ข้อ 3   สำนักงานใหญ่ของสมาคมตั้งอยู่  ณ  เลขที่ 139 ถนนปั้น แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500

ข้อ 4   วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ

  • ส่งเสริม และพัฒนาองค์ความรู้ทางด้าน Building Information Modeling

4.2  เผยแพร่องค์ความรู้ และจัดกิจกรรมทางสังคมอันเป็นประโยชน์ด้านการนำ Building Information Modeling ไปใช้ในการพัฒนาภายในองค์กร

  • กำหนดมาตรฐาน คู่มือแนวทาง ตลอดจนผลิตเอกสารความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ทางด้าน Building Information Modeling

4.4  เชื่อมประสาน และสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทางด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องกับ Building Information Modeling ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4.5  ให้คำแนะนำแก่นิสิต นักศึกษา และประชาชนเกี่ยวกับการนำ Building Information Modeling ไปใช้งาน

4.6  ส่งเสริมและสนับสนุน ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

4.7  สมาคมไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการเมืองแต่ประการใด

 

หมวดที่ 2

สมาชิก

ข้อ 5   สมาชิกของสมาคมมี 2 ประเภท  คือ

  • สมาชิกนิติบุคคล ได้แก่ สถาบันการศึกษา หน่วยงานของรัฐ เอกชน และบริษัท ห้างร้านที่จดทะเบียน และให้การสนับสนุนสมาคมฯ ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการลงมติให้รับเป็นสมาชิก
  • สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือ ทรงคุณวุฒิ หรือผู้มีอุปการคุณแก่สมาคม ซึ่งคณะกรรมการอำนวยการลงมติให้เชิญเป็นสมาชิกของสมาคม
  • สมาชิกสามัญ ได้แก่ บุคคลที่จบการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปริญญาตรี หรือสูงกว่า ในสาขาที่เกี่ยวข้องกับการอุตสาหกรรมการก่อสร้าง และจัดการอาคาร
  • สมาชิกวิสามัญ ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับวงการอุตสาหกรรมก่อสร้างและห่วงโซ่อุตสาหกรรม บุคคลต่างชาติที่ทำงานที่เกี่ยวข้อง
  • สมาชิกสมทบ ได้แก่ บุคคลที่เป็นนักศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องของสมาคม

ข้อ 6   สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว
  • เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
  • ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
  • มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตน
  • ไม่ต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจำคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือ ลหุโทษ การต้องคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคม เท่านั้น
  • ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อ 7  ค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม

7.1  สมาชิกนิติบุคคล จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมฯ ปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท หรือเป็นรายสามปีครั้งละไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท

7.2  สมาชิกกิตติมศักดิ์ มิต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมฯ

7.3  สมาชิกสามัญ จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมฯ เป็นรายปีๆ ละ 400 บาท หรือเป็นรายสามปีครั้งละ 1,000 บาท

7.4  สมาชิกวิสามัญ จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมฯ เป็นรายปีๆ ละ  300 บาท หรือเป็นรายสามปีครั้งละ  750 บาท

7.5 สมาชิกสมทบ จะต้องเสียค่าบำรุงสมาคมฯ เป็นรายปีๆ ละ 100 บาท

ข้อ 8   การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม  ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัครตามแบบของสมาคม ต่อเลขาธิการ และให้เลขาธิการติดประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้บน Website ของสมาคม เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน เพื่อให้สมาชิกอื่นๆ ของสมาคมมีโอกาสคัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกำหนดประกาศแล้วก็ให้เลขาธิการนำใบสมัครและหนังสือคัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม และเมื่อคณะกรรมการพิจารณาแล้ว ผลเป็นประการใด ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว

ข้อ 9  ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ให้ผู้สมัครนั้นชำระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบำรุงสมาคม  ให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขาธิการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร  ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าผู้สมัครไม่ชำระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบำรุงภายในกำหนด  ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก

ข้อ 10  สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคำเชิญของผู้ที่คณะกรรมการ

ได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ได้มาถึงยังสมาคม

ข้อ 11   สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้

11.1  ตาย

11.2  ลาออก  โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการ และคณะกรรมการ

ได้พิจารณาอนุมัติ  และสมาชิกผู้นั้นได้ชำระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย

11.3  ขาดคุณสมบัติสมาชิก

11.4  ที่ประชุมใหญ่ของสมาคม หรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน 

เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินำความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม

ข้อ 12   สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก

12.1  มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน

12.2  มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ

12.3  มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่างๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

12.4  มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม

12.5  สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งเป็นกรรมการสมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่างๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง

12.6  มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม

12.7  มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 4 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดหรือ จำนวนไม่น้อยกว่า 200 คนร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

12.8  มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติ  และข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด

12.9  มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมกับเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม

12.10  มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินกิจการต่างๆ ของสมาคม

12.11  มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น

12.12  มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

 

หมวดที่ 3

การดำเนินการสมาคม

ข้อ 13 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมมีจำนวนอย่างน้อย 10 คนอย่างมากไม่เกิน 20 คน  คณะกรรมการนี้ต้องเป็นสมาชิกสามัญที่ได้มาจากการเลือกของที่ประชุม   ใหญ่ของสมาคม และให้ผู้ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ เลือกกันเองเป็นนายกสมาคม 1 คน  และ อุปนายก2 คน  สำหรับกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่เข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ของสมาคมตามที่ได้กำหนดไว้ซึ่งตำแหน่งของกรรมการสมาคมมีตำแหน่งและหน้าที่โดยสังเขป ดังต่อไปนี้

13.1  นายกสมาคม  ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคม  เป็นผู้แทนสมาคมในการติดต่อกับบุคคลภายนอกและทำหน้าที่เป็นประธาน ในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคม

13.2  อุปนายก คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม

ปฏิบัติตามหน้าที่ ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม  เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน

13.3  อุปนายก คนที่ 2  ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการสมาคม

ปฏิบัติตามหน้าที่ ที่นายกสมาคมได้มอบหมายและทำหน้าที่แทนนายกสมาคม และอุปนายกคนที่ 1 ไม่อยู่หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้  แต่การทำหน้าที่แทนนายกสมาคมให้อุปนายกตามลำดับตำแหน่งเป็นผู้กระทำการแทน

13.4  เลขาธิการ  ทำหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด  เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของสมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและปฏิบัติตามคำสั่งของนายกสมาคม  ตลอดจนทำหน้าที่เป็นเลขาธิการ ในการประชุมต่างๆ ของสมาคม

13.5  เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม  เป็นผู้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบดุลของสมาคมและเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ

13.6  นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคประสานงานกับเหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมจากสมาชิก

13.7  สาราณียกร มีหน้าที่จัดทำวารสารของสมาคม

13.8  กรรมการตำแหน่งอื่นๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกำหนดให้มีขึ้น  โดยมีจำนวนเมื่อรวมกับตำแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้วจะต้องไม่เกินจำนวนที่ข้อบังคับที่ได้กำหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กำหนดตำแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง

ข้อ 14   คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 3 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ในตำแหน่งครบกำหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนจากทางราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกำหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะได้รับการจดทะเบียนจากทางราชการ และเมื่อคณะกรรมการชุดใหม่ได้รับการจดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทำการส่งและรับมอบงานกันระหว่างคณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้น ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการชุดใหม่ได้รับการจดทะเบียนจากทางราชการ

ข้อ 15   ตำแหน่งกรรมการสมาคม  ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้งสมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลงนั้น  แต่ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งได้เท่ากับ วาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น  และถ้าเป็นตำแหน่งนายกสมาคมว่างก็ให้คณะกรรมการเลือกกันเองเป็นนายกสมาคม

ข้อ 16   กรรมการอาจจะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งมิใช่เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้  คือ

16.1  ตาย

16.2  ลาออก

16.3  ขาดจากสมาชิกภาพตามข้อบังคับและตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้

16.4  ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตำแหน่ง

16.5  เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสียและคณะกรรมการสมาคมมีมติให้ออก

โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของคณะกรรมการของสมาคม

ข้อ 17   กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ คณะกรรมการและคณะกรรมการมีมติให้ออก

ข้อ 18   อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ

18.1  มีอำนาจออกระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่

ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้

18.2  มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม

18.3  มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการได้  แต่กรรมการที่ปรึกษา หรืออนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง

18.4  มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจำปี และประชุมใหญ่วิสามัญ

18.5  มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการในตำแหน่งอื่นๆ ที่ยังมิได้กำหนดไว้ในข้อบังคับนี้

18.6  มีอำนาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอำนาจอื่นๆ

ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

18.7  มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม

18.8  มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญ จำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิก

ทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

18.9  มีหน้าที่จัดทำเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อ สมาชิกร้องขอ

18.10  จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิก  ได้รับทราบ

  18.11  มีหน้าที่อื่นๆ ตามที่ข้อบังคับได้กำหนดไว้

ข้อ 19   คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง การประชุมให้จัดขึ้นในวันเวลาตามความเหมาะสม

ข้อ 20   การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการ ทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็น
อย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 21   ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่ 4

การประชุมใหญ่

ข้อ 22   การประชุมใหญ่ของสมาคมมี 2 ชนิด  คือ

22.1  การประชุมใหญ่สามัญ

22.2  การประชุมใหญ่วิสามัญ

ข้อ 23   คณะกรรมการจะต้องจัดให้การประชุมใหญ่สามัญประจำปีๆ ละ 1 ครั้ง ภายในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี

ข้อ 24   การประชุมใหญ่วิสามัญ  อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้นหรือเกิดขึ้นด้วยการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสามัญทั้งหมด ทำหนังสือร้องขอต่อคณะกรรมการของสมาคมให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญก็ได้  ในหนังสือร้องขอนั้น ต้องระบุว่าประสงค์ให้เรียกประชุมเพื่อการใด

เมื่อคณะกรรมการของสมาคมได้รับหนังสือร้องขอให้เรียกประชุมใหญ่วิสามัญตามวรรคแรก

ให้คณะกรรมการของสมาคมเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ  โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ

ถ้าคณะกรรมการของสมาคมไม่เรียกประชุมภายในระยะเวลาตามวรรคสอง สมาชิกที่เป็นผู้ร้องขอให้เรียกประชุมหรือสมาชิกอื่นรวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวนสมาชิกที่กำหนดตามวรรคแรกจะเรียกประชุมเองก็ได้

ข้อ 25   การแจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขาธิการเป็นผู้แจ้งกำหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบและการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลาและสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้

สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน  และประกาศแจ้งกำหนดนัดประชุมไว้ ณ สำนักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน

ข้อ 26   การประชุมใหญ่สามัญประจำปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

26.1  แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี

26.2  แถลงบัญชีรายรับ รายจ่ายและบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ

26.3  เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เมื่อครบกำหนดวาระ

26.4  เลือกตั้งผู้สอบบัญชี

26.5  ตรวจสอบทะเบียนสมาชิกให้เป็นปัจจุบัน

26.6  เรื่องอื่นๆ ถ้ามี

ข้อ 27   การประชุมใหญ่สามัญประจำปีหรือการประชุมใหญ่วิสามัญ  ต้องมีสมาชิกสามัญมาประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง จึงจะครบองค์ประชุม หากถึงกำหนดเวลาการประชุมแล้ว สมาชิกยังไม่ครบองค์ประชุม  ถ้าการประชุมใหญ่ครั้งนั้นเป็นการประชุมใหญ่ตามคำเรียกร้องของสมาชิกก็ให้งดการประชุม แต่ถ้าเป็นกรณีการประชุมใหญ่ที่คณะกรรมการสมาคมเป็นผู้เรียกประชุม ก็ให้เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง  โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับตั้งแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรกการประชุมครั้งหลังนี้ไม่บังคับว่าจะต้องครบองค์ประชุม

ข้อ 28  การลงมติต่างๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน  ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 29  ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุมหรือไม่สามารถ

จะปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทำการเลือกกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่ง ให้ทำหน้าเป็นประธานในการประชุมคราวนั้น

 

หมวดที่ 5

การเลือกตั้ง

ข้อ 30 ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการทุกสามปี

ข้อ 31 ให้คณะกรรมการการแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งขึ้นมาชุดหนึ่งประกอบด้วยสมาชิกสามัญมีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 10 คน ภายในวันที่ 10 ตุลาคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง กรรมการเลือกตั้งจะมาจากองค์กรเดียวกันเกินร้อยละ 20 ไม่ได้

ข้อ 32 ให้คณะกรรมการเลือกตั้งประกาศรับสมัครผู้รับการเลือกตั้งในตำแหน่งต่างๆ และตรวจสอบคุณสมบัติให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 พฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง กรรมการเลือกตั้งจะสมัครเป็นผู้รับการเลือกตั้งไม่ได้

ข้อ 33 ให้คณะกรรมการเลือกตั้งส่งเอกสารการเลือกตั้งแก่สมาชิกที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนทางไปรษณีย์ หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับประกาศทาง Website ของสมาคม ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นและประกาศผลการเลือกตั้งภายในวันที่ 25 ธันวาคม โดยมีเวลาตั้งแต่วันที่ส่งเอกสารถึงวันที่ปิดรับการเลือกตั้งอย่างน้อย 15 วัน

ข้อ 34 สมาชิกสามารถลงคะแนนโดยส่งผลทางไปรษณีย์ หรือ โดยสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้จะต้องมีวิธีตรวจสอบไม่ให้ทุจริตได้

ข้อ 35 ผู้ที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการอำนวยการ  คือสมาชิกสามัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะรับสมัครเลือกตั้งได้เพียงหนึ่งตำแหน่งต่อไปนี้

  • นายกสมาคม

ข้อ 36 ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกนายกสมาคมฯ และให้นายกสมาคมแต่งตั้งกรรมการตามข้อ 12.2 ถึง 12.8 โดยไม่ระบุตำแหน่ง ให้นายกสมาคม ที่ได้รับเลือกตั้งและกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งทั้งเก้าคนร่วมกันกำหนดผู้ที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งตามข้อ 12.2 ถึง 12.8

ข้อ 37 การพิจารณาผู้ชนะการเลือกตั้งให้ดำเนินการดังนี้

  • ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคม ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งในตำแหน่งนายกสมาคม 


หมวดที่
6

การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 38   การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามี

ให้นำฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน ในนามของสมาคมตามที่คณะกรรมการจะเห็นสมควร

ข้อ 39   การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อของนายกสมาคม  หรือผู้ทำการแทน

ลงนามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขาธิการ จึงจะถือว่าใช้ได้

ข้อ 40   ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ครั้งละไม่เกิน 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)  ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการและคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)  ถ้าจำเป็นจะต้องจ่ายเกินกว่านี้ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม

ข้อ 41  ให้เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 20,000 บาท (สองหมื่นบาทถ้วน)  ถ้าเกินกว่าจำนวนนี้ จะต้องนำฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอำนวยให้

ข้อ 42   เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่ายและบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้งจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคมหรือผู้ทำการแทนร่วมกับ

เหรัญญิก หรือผู้ทำการแทน  พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ 43   ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม และจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ 44   ผู้สอบบัญชี  มีอำนาจที่จะเรียกเอกสารเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถ

จะเชิญกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

ข้อ 45   คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ

 

หมวดที่ 7

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ 46   ข้อบังคับของสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่จะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด  มติของที่ประชุมใหญ่ในการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับ จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ข้อ 47   การเลิกสมาคมจะเลิกได้โดยมติของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุของกฎหมาย มติของที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุม

ทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่จะต้องไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกสามัญทั้งหมด

ข้อ 48   เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชำระบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของมูลนิธิชัยพัฒนา

 

หมวดที่ 8

บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ 49   การตีความข้อบังคับของสมาคม หากเป็นที่สงสัยให้ที่ประชุมใหญ่โดยเสียงข้างมากชี้ขาด

ข้อ 50  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสมาคมมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของสมาคมมิได้กำหนดไว้ และหากมีข้อบังคับใดขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ให้ถือปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อ 51 สมาคมต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสมาคมเอง

 

หมวดที่ 9

บทเฉพาะกาล

ข้อ 52   ข้อบังคับฉบับนี้  ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเป็นต้นไป

ข้อ 53   เมื่อสมาคมได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจากทางราชการ  ก็ให้ถือว่าผู้เริ่มการทั้งหมด

เป็นสมาชิกสามัญและสมาชิกภาพของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันจดทะเบียนเป็นต้นไป

                    (ลงชื่อ)……………………………………….ผู้จัดทำข้อบังคับ

                                       (นาย………………………….)

                          นายกสมาคมแบบจำลองสารสนเทศอาคาร