การก่อสร้างควรเปลี่ยนมาใช้ BIM

ปัจจุบัน BIM (building information modeling) หรือกระบวนการจำลองการก่อสร้างและบริหารการก่อสร้างในรูปแบบข้อมูล digital มีลักษณะคล้ายการเขียนโมเดล 3 มิติ ที่มีการฝังข้อมูลเข้าไปในโมเดล กระบวนการ BIM กำลังนิยมในต่างประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย เกาหลี สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ขณะนี้เริ่มนำมาใช้ในประเทศไทย เนื่องจากมีหลายองค์กร โดยเฉพาะวงการอสังหาริมทรัพย์ (คอนโดมิเนียม) เล็งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจาก BIM ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ดังนี้1.ผู้ออกแบบ (designer) กล่าวคือ “ผู้ออกแบบ” ถือเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ปัจจุบันการออกแบบส่วนใหญ่ในไทยทำด้วยเครื่องมือ CAD (computer-aided design) ซึ่งมี ข้อดี คือสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว แต่มี ข้อเสีย คือไม่สามารถแสดงรายละเอียดที่ครบถ้วน บ่อยครั้งการออกแบบด้วย CAD เกิดความผิดพลาดจากความขัดแย้งของแบบ เนื่องจากไม่สามารถบูรณาการ งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบไฟฟ้าเครื่องกล สุขาภิบาล เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ และไม่สามารถแสดงผลในรูป 3 มิติ ที่จะทำให้เห็นความขัดแย้งที่ชัดเจนได้ปัญหาดังกล่าวจึงมักจบด้วยการที่เจ้าของโครงการมาพบในภายหลังว่า การออกแบบนั้นไม่สามารถก่อสร้างได้จริง ทำให้โครงการอาจล่าช้าและใช้งบประมาณเพิ่ม นำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หรือต้องแก้ไขแบบภายหลังจากที่ส่งงานไปแล้ว ส่งผลให้ต้นทุนการทำงานของผู้ออกแบบบานปลาย นำไปสู่การขาดทุนขององค์กร2.ผู้รับเหมา (general contractor) ในช่วงเวลาการก่อสร้าง ผู้รับเหมาสามารถนำ BIM มาช่วยตรวจสอบความขัดแย้งของแบบ ซึ่งช่วยลดความสูญเสียจากความผิดพลาดในการทำงาน เช่น การรื้องานก่อสร้างแล้วทำใหม่ รวมถึง BIM ยังสามารถถอดปริมาณวัสดุได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถควบคุมเวลาและงบประมาณการก่อสร้างได้ดี นอกจากนี้ BIM ยังช่วยผลิตแบบหน้างาน (shop drawing) และแบบก่อสร้างจริง (as-built drawing) ที่มีลักษณะเป็น 2 มิติ โดยออกมาจากโมเดล 3 มิติได้ด้วย จึงเรียกได้ว่ากระบวนการ BIM ช่วยลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้3.เจ้าของงาน (owner) ได้รับประโยชน์สูงสุด เนื่องจากช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและประหยัดค่าก่อสร้างได้ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ได้ประโยชน์จาก BIM สูงสุดนั้นเป็นเจ้าของโครงการ เนื่องจากการก่อสร้างโครงการอาจใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ การบริหารจัดการรวมถึงการบำรุงรักษาอาคารตลอดอายุการใช้งานที่อาจยาวนานถึง 60 ปีได้มีการประมาณการทางทฤษฎีว่า หากเจ้าของงานได้รับ แบบก่อสร้างจริง (as-built drawing) ในลักษณะที่เป็น BIM model จะช่วยให้เจ้าของอาคารเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอาคารและทรัพย์สิน (facility management) เช่น ใช้คนดูแลอาคารน้อยลง สามารถประหยัดค่าดำเนินการในทุก ๆ ปี ซึ่งตัวเงินที่ประหยัดได้อาจสูงกว่ามูลค่าการก่อสร้างอาคารอีก จึงเรียกได้ว่าหากมีการใช้ BIM ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เหมือนได้อาคารมาฟรี ๆถึงแม้ว่ากระบวนการ BIM จะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง แต่ในการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงมาใช้ BIM นั้น หลายองค์กรจะพบกับความยากลำบากอันเกิดจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น ทั้งด้านของบุคลากรที่ต้องอบรมเพิ่มเติม ระบบคอมพิวเตอร์ จนเกิดอาการถอดใจแต่ในระยะยาว มีการพิสูจน์ในต่างประเทศแล้วว่า องค์กรต่าง ๆ จะได้ประโยชน์กลับมาอย่างคุ้มค่ากับส่วนที่ได้ลงทุนไป แนวโน้มของอุตสาหกรรมการก่อสร้างของโลกจะเปลี่ยนจาก CAD ไปเป็นBIM อย่างแน่นอน เหมือนในอดีตที่เปลี่ยนจากการเขียนแบบด้วยมือไปเป็น CADสำหรับแนวโน้มในประเทศไทย ปีนี้ (2561) น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็น BIM มากขึ้น ดังเห็นได้จากในแวดวงการก่อสร้าง มีการจัดทำคู่มือ, มาตรฐาน และให้ความรู้เกี่ยวกับ BIM จากองค์กรต่าง ๆ เช่น สมาคมสถาปนิกสยาม, สภาวิศวกร, วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย, Open Source BIM Thailand ที่พยายามทำให้เกิดมาตรฐานกระบวนการ BIM ในไทยให้ไปในทิศทางเดียวกัน และขยายวงผู้ใช้ BIM ให้กว้างขึ้นนอกจากนี้ยังพบว่าสถาบันการศึกษาหลายแห่งสอนเรื่อง BIM ขั้นพื้นฐาน ในหลักสูตรปริญญาตรี และ BIM ขั้นสูง ในหลักสูตรปริญญาโท เพื่อสร้างบุคลากรด้าน BIM ให้สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมก่อสร้างในอนาคตในส่วนของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวกับ BIM ก็สนับสนุนภาคการศึกษาให้นักศึกษาใช้โปรแกรมที่เกี่ยวกับ BIM ฟรี ตลอดเวลาที่เรียนอยู่ ช่วยให้นักศึกษาคุ้นเคยกับโปรแกรมต่าง ๆ ทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนออนไลน์ที่ผู้ผลิตซอฟต์แวร์จัดเตรียมไว้ ช่วยพัฒนาฝีมือให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อจบการศึกษา นอกจากนี้ทางผู้ผลิตซอฟต์แวร์ด้าน BIM ยังเปิดให้สอบวัดระดับความสามารถ ผู้ที่สอบผ่านจะได้ใบประกาศนียบัตรที่แสดงว่ามีความสามารถด้าน BIM ตามมาตรฐานในส่วนของเจ้าของงานนั้น ในปีที่แล้ว มีการกำหนดให้ใช้กระบวนการ BIM ในการก่อสร้าง ทั้งในภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานคอนโดมิเนียม และเริ่มนำมาใช้ในงานภาครัฐ เช่น โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 เป็นต้น คาดว่างานทั้งภาครัฐและเอกชนในปีนี้ จะกำหนดให้ใช้กระบวนการ BIM มากขึ้น ทั้งในการออกแบบ และการก่อสร้างดังนั้น วงการอุตสาหกรรมก่อสร้างในไทยควรเปลี่ยนไปใช้กระบวนการ BIM เพื่อประโยชน์สูงสุด ควรมีการใช้กระบวนการ BIM ครบวงจร ตั้งแต่ผู้ออกแบบ ผู้รับเหมา และเจ้าของงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดการสูญเสีย สามารถควบคุมงบประมาณ เวลา และคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น สอดคล้องนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ในอนาคตอันใกล้กระบวนการ BIM จะกลายมาเป็นมาตรฐานของการก่อสร้าง แทนที่ CAD ทั้งในเวทีสากล และในไทย ซึ่งในภาคการศึกษาได้เริ่มผลิตบุคลากรด้าน BIM สนับสนุนตลาดแรงงานแล้วหากองค์กรใดไม่ปรับตัว อาจทำให้สูญเสียฐานลูกค้าและความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ หากองค์กรสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้กระบวนการ BIM ได้เร็วเท่าไหร่ ก็น่าจะได้เปรียบทางธุรกิจเร็วมากเท่านั้น